
มงคล สิมะโรจน์
ประธานกรรมการ
ในปี 2568 เศรษฐกิจของประเทศไทยมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 2.4 ซึ่งยังคงถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับศักยภาพการเติบโตของประเทศ อย่างไรก็ตาม การขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีปรับตัวดีขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ สะท้อนถึงสัญญาณการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจ อันเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ในหลายด้าน สำหรับปี 2569 จากการประเมินในเบื้องต้นคาดว่าเศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตในอัตราที่ใกล้เคียงกับช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา โดยในช่วงต้นปีได้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปทั่วประเทศ และคาดว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้ภายในไตรมาสที่ 2 ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมีการดำเนินมาตรการกระตุ้นการลงทุนและการบริโภคอย่างต่อเนื่อง อันจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว
อย่างไรก็ตาม ระบบเศรษฐกิจยังคงเผชิญกับปัจจัยความไม่แน่นอนจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านสงคราม การค้าของประเทศมหาอำนาจ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค รวมถึงสถานการณ์ภายในประเทศที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยง ด้านความมั่นคง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ ปัจจัยดังกล่าวยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ ต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐในการสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนเกิดการลงทุน การขยายกิจการ และการจ้างงาน เพื่อให้ เศรษฐกิจไทยสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศในปี 2568 มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 154.85 ล้านลิตรต่อวัน ใกล้เคียงกับปี 2567 ซึ่งมีปริมาณการใช้เฉลี่ย 155.49 ล้านลิตรต่อวัน โดยการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินยังคงทรงตัวที่ระดับ 31.72 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 จากปีก่อนหน้า ขณะที่การใช้น้ำมันดีเซลลดลงจาก 66.76 ล้านลิตรต่อวัน เหลือ 65.30 ล้านลิตรต่อวัน หรือลดลงประมาณร้อยละ 2.6 ในขณะที่การใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ประเภทเจ็ตเอวัน (Jet A1) มีปริมาณการใช้เฉลี่ย 17.23 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นจาก 16.02 ล้านลิตรต่อวันในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 สะท้อนถึงการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว ในส่วนของ อุตสาหกรรมยานยนต์ ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศในปี 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 621,166 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.47 จากปีก่อนหน้า โดยใน จำนวนดังกล่าวเป็นยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแบบใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle: BEV) จำนวน 120,301 คัน เพิ่มขึ้น ถึงร้อยละ 80.27 จากปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการสนับสนุนด้านภาษีและนโยบายของภาครัฐในการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า
สำหรับผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทในปี 2568 กลุ่มบริษัทมีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปจำนวน 1,048 ล้านลิตร ใกล้เคียงกับ ปี 2567 ซึ่งมียอดจำหน่ายจำนวน 1,108 ล้านลิตร โดยกลุ่มบริษัทบริหารสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้า “บางจาก” จำนวน 139 แห่ง ภายใต้เครื่องหมายการค้า “ซัสโก้” จำนวน 100 แห่ง และบริษัทร่วมภายใต้เครื่องหมายการค้า “ไซโนเปค” จำนวน 27 แห่ง
ในส่วนของธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า บริษัท ซัสโก้ บียอนด์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของกลุ่มบริษัท ดำเนินธุรกิจเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ไฟฟ้าแบรนด์ บีวายดี (BYD) และ เดนซา (DENZA) ปัจจุบันมีสาขารวมทั้งสิ้น 11 สาขา โดยในปี 2568 สามารถทำยอดจำหน่ายรถยนต์รวม จำนวน 3,758 คัน เพิ่มขึ้นจาก 2,350 คันในปีที่ผ่านมา คิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 60
สำหรับผลการดำเนินงานโดยรวม กลุ่มบริษัทมีรายได้รวมจำนวน 31,380 ล้านบาท ลดลงจาก 33,149 ล้านบาทในปี 2567 และมีกำไร สุทธิจำนวน 120 ล้านบาท ลดลงจาก 288 ล้านบาทในปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักจากปริมาณการค้าระหว่างประเทศที่ปรับตัวลดลงในช่วง ครึ่งปีหลัง อันเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัทยังคงมีแผนขยายสถานี- บริการน้ำมันภายใต้ทั้งสามเครื่องหมายการค้าเพิ่มเติมประมาณ 10–20 สถานีในปี 2569 โดยจะดำเนินการขยายธุรกิจด้วยความระมัดระวัง และสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มของอุตสาหกรรม
ในขณะเดียวกัน กลุ่มบริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยคาดหวังว่ายอดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า จะสามารถเติบโตได้ดีจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ในปี 2569 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากธุรกิจดังกล่าวยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น กลุ่มบริษัทจึงให้ความ สำคัญกับการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากการใช้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันสูง นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังได้ขยายธุรกิจการให้เช่าและ การเช่าซื้อรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ในตลาด โดยคาดหวังว่าธุรกิจดังกล่าวจะสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและ พัฒนาเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทในอนาคต
นอกเหนือจากธุรกิจสถานีบริการน้ำมันและธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า บริษัทฯ ยังได้พัฒนาพื้นที่รีเทลขนาดใหญ่ภายใต้ชื่อ “ซัสโก้ สแควร์ (SUSCO SQUARE)” เพื่อรองรับรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยจากเดิมที่มีจำนวน 2 แห่ง ปัจจุบันได้ขยายเพิ่มเป็น 4 แห่ง ภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจทั้งร้านอาหารและเครื่องดื่มในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงรูปแบบไดร์ฟทรู (Drive Thru) เพื่อเพิ่ม สัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่มิใช่น้ำมัน (Non-Oil) พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่ให้มีความสะดวกสบายและเพียงพอสำหรับผู้ใช้บริการ
โครงการ SUSCO SQUARE แห่งที่ 4 สาขาปิ่นเกล้า ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2568 และมีกำหนดเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการ ในเดือนมกราคม 2569 โดยสาขาดังกล่าวจะเป็นต้นแบบในการขยายธุรกิจที่มิใช่น้ำมันในอนาคต นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรใน การติดตั้งจุดให้บริการชาร์จไฟฟ้าแบบชาร์จเร็วภายในสถานีบริการน้ำมันแล้วจำนวน 57 แห่ง เพื่อรองรับการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งได้ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof) ในสถานีบริการน้ำมันแล้วจำนวน 53 แห่ง และมีแผนขยาย เพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน
ในนามของคณะกรรมการบริษัท ข้าพเจ้าขอขอบคุณผู้ถือหุ้น ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ทั้งลูกค้า คู่ค้า สถาบันการเงิน และผู้มีอุปการคุณ ทุกท่าน ที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทฯ ด้วยดีเสมอมา รวมถึงคณะผู้บริหารและพนักงานทุกท่านที่ได้ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ และความสามารถในการปฏิบัติงานเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความไว้วางใจและ การสนับสนุนจากทุกท่านเช่นนี้ต่อไป เพื่อร่วมกันผลักดันให้บริษัทฯ เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
เติมพลังให้วันของคุณ
สำนักงานใหญ่และคลังน้ำมันราษฎร์บูรณะ
เว็บไซต์ susco.co.th มีการเก็บ Cookies ซึ่งเป็นการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ คุณสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หน้า
Cookies Notice